ทำไมบริษัทควรซื้อประกันสุขภาพกลุ่มให้พนักงาน แทนการประกันตนเอง (Self-insured)?
เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องต้นทุนเฉลี่ยที่ถูกกว่า เพราะในระยะยาวต้นทุนอาจใกล้เคียงกัน แต่เป็นการกำจัดความผันผวนเพราะพนักงานเพียงคนเดียว ที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงสามารถใช้งบสวัสดิการทั้งปีของบริษัทหมดในเคสเดียว โดยเฉพาะในบริษัทขนาดเล็ก บวกกับภาระงานธุรการ ความเสี่ยงด้านการทุจริตเคลม ข้อผูกพันตามกฎหมายแรงงานที่ไม่สามารถลดสวัสดิการได้ และภาระการตั้งประมาณการหนี้สินทางบัญชี
เลือกประกันกลุ่ม หรือ ประกันตนเอง
Self-insured เหมาะกับใครบ้าง
ในทางปฏิบัติ องค์กรไทยที่ไม่ได้ซื้อประกันกลุ่มมักใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใน 2 แบบนี้
- แบบแรกคือ เบิกตามจริงจากงบบริษัท โดยกำหนดวงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลต่อคนต่อปีไว้ในระเบียบสวัสดิการ เช่น คนละ 10,000 บาทต่อปี พนักงานสำรองจ่ายไปก่อนแล้วนำใบเสร็จมาเบิกคืนกับฝ่ายบุคคลหรือบัญชี
- แบบที่สองคือ กองทุนสวัสดิการพนักงาน ที่บริษัทและพนักงานสมทบเงินเข้ากองทุนร่วมกัน แล้วจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนนั้น
ทั้งสองแบบมีข้อดีที่ชัดเจนคือยืดหยุ่นสูง ออกแบบเงื่อนไขได้เอง ไม่มีข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ และถ้าปีไหนไม่มีใครป่วยหนัก เงินก็เหลืออยู่กับบริษัท แต่ข้อดีข้อสุดท้ายนี้เองที่เป็นกับดัก เพราะมันเป็นจริงเฉพาะในปีนั้น การรับความเสี่ยงไว้เองก็มีจุดที่เหมาะสมจริง โดยเฉพาะเมื่อมีพนักงานมากพอ มีฝ่ายบุคคลและฝ่ายการเงินที่มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการสินไหมเอง มีสภาพคล่องสูงพอจะรองรับเคสใหญ่โดยไม่กระทบการดำเนินงาน และมีข้อมูลสถิติการเคลมย้อนหลังหลายปีที่ใช้พยากรณ์ต้นทุนได้จริง
อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติสากลก็ยังไม่ใช่การรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด บริษัทส่วนใหญ่จะเลือกประกันประเภทความคุ้มครองส่วนเกิน (Stop-loss) เพื่อจำกัดความเสียหายสูงสุดที่องค์กรจะรับได้
ประเด็นภาษีไม่ใช่ปัจจัยตัดสินใจ
— และเรื่องนี้มักถูกขายเกินจริง
หลายคนเชื่อว่าการซื้อประกันกลุ่มได้เปรียบทางภาษีมากกว่าการเบิกจ่ายเอง ซึ่ง ไม่จริง
เพราะทั้งสองทางพนักงานได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนกัน ฝั่งบริษัท
ทั้งสองทางถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้เช่นกัน
หากเป็นสวัสดิการที่ให้แก่พนักงานเป็นการทั่วไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ชัดเจน
ไม่ใช่การให้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เปรียบเทียบประกันกลุ่มกับประกันตนเองในหลาย ๆ ประเด็นก่อนตัดสินใจ
| ประเด็น | ประกันกลุ่ม | เบิกจ่ายเอง (Self-insured) |
|---|---|---|
| ความแน่นอนของต้นทุน | รู้ตัวเลขแน่นอนตั้งแต่ต้นปี | ผันผวนตามการเจ็บป่วยจริง |
| ความเสี่ยงเคสใหญ่เคสเดียว | โอนไปยังบริษัทประกันภัย | บริษัทแบกเต็มจำนวน |
| ภาษีเงินได้พนักงาน | ยกเว้น (กฎกระทรวง 126 ข้อ 2(77)) | ยกเว้น (มาตรา 42(17) + ข้อ 2(4)(ก)) |
| ผู้พิจารณาสินไหม | บริษัทประกันภัย | ทีม HR หรือบัญชีของบริษัทเอง |
| การสำรองจ่ายของพนักงาน | ไม่ต้องสำรองจ่ายในเครือข่าย | ต้องสำรองจ่ายก่อนทุกครั้ง |
| อำนาจต่อรองราคา รพ. | มีเครือข่ายและอัตราเจรจาไว้แล้ว | ไม่มี จ่ายอัตราผู้ป่วยทั่วไป |
| ความยืดหยุ่นในการออกแบบ | จำกัดตามแบบกรมธรรม์ | ออกแบบได้อิสระ |
| การปรับลดในภายหลัง | ปรับได้ในรอบต่ออายุ | ติดข้อจำกัดเรื่องสภาพการจ้าง |
| งบที่เหลือปลายปี | ไม่ได้คืน | เหลืออยู่กับบริษัท |
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ คือโครงสร้างลูกผสม
ค่ารักษาผู้ป่วยนอก (OPD) มีความถี่สูงแต่มูลค่าต่อครั้งต่ำ และคาดการณ์ได้ค่อนข้างแม่น
จึงเป็นส่วนที่บริษัทรับไว้เองหรือกำหนดวงเงินจำกัดได้อย่างสมเหตุสมผล
ค่ารักษาผู้ป่วยใน (IPD) มีความถี่ต่ำแต่มูลค่าต่อครั้งสูงมากและคาดการณ์ไม่ได้
จึงเป็นส่วนที่ต้องโอนออกไปให้บริษัทประกันภัยเสมอ และควรซื้อในวงเงินที่สูงพอจริง ไม่ใช่วงเงินพอเป็นพิธี
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทเล็กมีพนักงาน 20 คน ซื้อประกันกลุ่มได้ไหม?
บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่รับประกันกลุ่มตั้งแต่ประมาณ 10-20 คนขึ้นไป และยิ่งบริษัทเล็ก
ยิ่งไม่ควรรับความเสี่ยงไว้เอง เพราะเคสร้ายแรงเพียงเคสเดียวกระทบสภาพคล่องของกิจการโดยตรง
จ่ายเบี้ยไปแล้วไม่มีใครเคลม เงินสูญเปล่าหรือไม่?
เป็นมุมมองที่เข้าใจได้ การทำประกันภัยคือการกำจัดความเสี่ยงที่จะกระทบกิจการอย่างรุนแรง
ไม่ใช่การซื้อสิทธิเบิกเงินคืน อย่างไรก็ตาม หากอัตราการเคลมต่ำต่อเนื่องหลายปี
สามารถใช้ข้อมูลนั้นเจรจาลดเบี้ยในรอบต่ออายุได้
และบางกรมธรรม์มีเงื่อนไขคืนเบี้ยบางส่วนเมื่ออัตราสินไหมต่ำกว่าเกณฑ์
ทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม?
ได้และเป็นสิ่งที่แนะนำ คือมีประกันกลุ่มเป็นฐาน แล้วมีงบสวัสดิการของบริษัทไว้รองรับส่วนที่กรมธรรม์ไม่คุ้มครองหรือเกินวงเงิน
โดยพิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งควบคุมงบประมาณได้ดีกว่าการประกาศเป็นสิทธิสวัสดิการ
เปลี่ยนจากระบบเบิกจ่ายเองมาเป็นประกันกลุ่ม ต้องระวังอะไร?
ต้องระวังไม่ให้พนักงานรู้สึกว่าถูกลดสวัสดิการ โดยเฉพาะหากวงเงิน OPD ของกรมธรรม์ต่ำกว่าที่เคยเบิกได้
ควรออกแบบให้ความคุ้มครองรวมไม่ด้อยลง สื่อสารให้เห็นส่วนที่ดีขึ้นชัดเจน เช่น การไม่ต้องสำรองจ่ายและวงเงิน IPD ที่สูงขึ้นมาก
และควรตรวจสอบประเด็นสภาพการจ้างกับที่ปรึกษากฎหมายแรงงานก่อนดำเนินการ
สรุปสั้นๆ
- ประเด็นภาษีไม่ใช่ปัจจัยตัดสินใจ — การตัดสินใจเป็นการบริหารความเสี่ยงล้วน ๆ และควรตรวจสอบรายละเอียดกับที่ปรึกษาประกันภัยของบริษัทประกอบเสมอ
- OPD เคลมบ่อย แต่มูลค่าเคลมแต่ละครั้งต่ำ สามารถรับไว้เองหรือซื้อในวงเงินจำกัด
- IPD เคลมน้อย แต่มูลค่าแต่ละครั้งค่อนข้างสูงและคาดการณ์ไม่ได้ พิจารณาซื้อประกันในวงเงินที่เหมาะสม
หากท่านกำลังพิจารณาว่าจะเลือกประกันกลุ่ม หรือ ประกันตนเอง
ทีมงานโบรคเกอร์ของเรายินดีวิเคราะห์ข้อมูล และทำแบบจำลองผลต่างของประกันทั้ง 2 ประเภท
พร้อมประเมินความเสี่ยงจากเคสรุนแรงที่องค์กรต้องแบกอยู่ในปัจจุบัน
และเสนอโครงสร้างลูกผสมที่เหมาะกับขนาดและงบประมาณของท่าน
ติดต่อทีมงานของเราเพื่อรับการวิเคราะห์เบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาเบื้องต้น ไม่มีข้อผูกมัด